ลดดาวชีวิต ลดคุณภาพเพื่อเพิ่มความสุข

มาประชุมที่ปักกิ่ง ผู้จัดงานจัดที่พักให้เป็นโรงแรม 4-5 ดาว อยู่ย่านมหาวิทยาลัยชื่อดัง ห้องพักใหญ่ มี facility ครบ ทำทุกอย่างได้ที่โรงแรม รอบโรงแรมไม่ค่อยมีอะไร หาของกินยาก ร้านน้อย ต้องเดินไปไกล ในมหาลัยมีของกินแต่ซื้อไม่ได้ เพราะทุกร้านไม่รับเงินสด ต้องจ่ายด้วย wechat pay alipay เท่านั้น (ไม่รับเลยจริงๆ ถ้าจะซื้อคือต้องให้คนแถวนั้นซื้อให้แล้วจ่ายเงินสดให้เขาแทน) ผู้จัดงานเลี้ยงข้าวที่โรงแรมเกือบทุกมื้อ เช้า กลางวัน เย็น ซึ่งเรากินไปไม่กี่ครั้ง ออกมาหากินเองข้างนอกตลอดโดยเฉพาะมื้อเย็น ก็เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้กินที่โรงแรม ไม่ใช่ว่าอาหารไม่อร่อย แต่เราอยากกินสตรีทฟูด กินอาหาร local อ่านจีนก็ไม่ออก ไปมั่วสั่งอาหาร ชี้เอาบ้าง ใช้กูเกิ้ลแปลบ้าง ได้อะไรมากินก็ไม่รู้ อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง เป็นการเรียนรู้ เป็นสีสันของการเดินทาง เราขอบคุณผู้จัดงานที่ดูแลเราอย่างดี แต่ด้วยการจัดการหลายอย่างมันไม่เอื้อต่อการเรียนรู้สิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือการประชุม จนบางเราก็รู้สึกเหมือน S-pure ไปนิดนึง ส่วนตัวมองว่าการมาต่างประเทศนอกจากมาประชุมและฝึกอบรมตามที่จัดไว้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเรียนรู้วัฒนธรรม สังคม และชีวิตผู้คนของต่างบ้านต่างเมือง จริงๆเข้าใจว่ายังไงผู้จัดงานก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด จะปล่อยให้คนเข้าร่วมงานหากินเองส่วนใหญ่ก็คงไม่แฮปปี้หรอก แต่ตอนนี้เราแค่ไม่ได้ต้องการคุณภาพชีวิตขนาดนั้น ยังต้องการช่องว่างให้เราเรียนรู้และมีความสุขมากกว่า…

IPv6 ประเทศไทย ใช้ได้หรือยัง?

รู้สึกเหมือนจะเงียบหายไปเลยสำหรับ IPv6 ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้วกันแน่ IPv6 มีการใช้งานมาซักระยะนึงแล้วทั่วโลก โดยเป็นการใช้งานควบคู่กันไปกับ IPv4 เพื่อให้เข้ากันได้กับอุปกรณ์หรือระบบเครือข่ายเก่า ๆ ที่ยังไม่รองรับ IPv6 โดยใช้เทคนิคที่หลากหลายในการ Implementation เช่น Dual-Stack 6to4 เป็นต้น ในประเทศไทยเองก็มีความคืบหน้าเรื่อยมา ตอนนี้ ISP หลายรายรองรับระบบดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งในระดับ Data Center และระดับผู้ใช้งานตามบ้าน (Home use) ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบ้านหลายรายก็เริ่มจ่าย IPv6 ให้เราเตอร์ตามบ้านกันแล้ว ใครอยากรู้ว่าของตัวเองได้ IPv6 หรือยังก็ขอลองเช็คที่ตัวอุปกรณ์ หรือสอบถามจากผู้ให้บริการดู ภาครัฐเองก็มีการส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน Transformation ไปสู่ IPv6 ผ่านโครงการสนับสนุน การเปลี่ยนระบบ การฝึกอบรม การมอบตรารับรองต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการรวบรวมรายชื่อหน่วยงานภาครัฐที่รองรับ IPv6 (ดูเพิ่มเติม) ใช้ได้แล้วหรอ ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย?? งั้นขอถามกลับว่า การเปลี่ยนแปลงที่คุณอยากเห็นคืออะไร? ใช่มั้ยล่ะครับ เอาจริง ๆ…

กฎหมายคุมกำเนิดที่ถูกคุมกำเนิด

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะอัตราการเกิดต่ำลงจนน่าเป็นห่วง ซึ่งตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ รัฐบาล ฟป. พยายามควบคุมอัตราการเพิ่มประชากร เป็นส่วนหนึ่งของการปัญหาความยากจน แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งขาดโอกาสเข้าถึงบริการการแพทย์ และยังถูกต่อต้านจากคริสตจักรคาทอลิก ที่ไม่สนับสนุนให้คุมกำเนิดโดยใช้ยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิดต่าง ๆ เนื่องจากขัดหลักความเชื่อทางศาสนา (ให้ใช้วิธีนับรอบประจำเดือนเท่านั้น) กฎหมาย Reproductive Health Law ให้บริการคุมกำเนิดฟรี ซึ่งคริสตจักรคาทอลิกไม่เห็นด้วยจึงฟ้องศาล และศาลตัดสินให้กฎหมายดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” กระทรวงสาธารณะสุขถูกตัดงบประมาณในโครงการเกี่ยวกับการคุมกำเนิด ศาลสั่งห้ามกระทรวงสาธารณะสุขนำเข้ายาคุมแบบฝัง และอีกหลายอุปสรรค เรียกได้ว่ากฎหมายคุมกำเนิดถูกคุมกำเนิดเสียเอง จนกระทั่งปธน.DU30 ออกคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order No. 12, 2017) สั่งให้นำแผนของ Reproductive Health Law มาดำเนินการ จริงๆการมีประชากรรุ่นใหม่มากถือเป็นโอกาสของประเทศ แต่สำหรับฟิลิปปินส์นั้นปัญหาคือมีประชากรที่รายได้น้อยมากเกินไป และคนกลุ่มนี้มีอัตราการเพิ่มประชากรสูงที่สุด และยังมีปัญหาขาดแคลนอาหารจนต้องนำเข้าอีกด้วย Source: วิวัฒน์ ประดับกุล 23 August at 09:17

Unli-rice ข้าวไม่อั้น

ร้านอาหารที่ฟิลิปปินส์มักมีโปรโมชั่นอย่างหนึ่งคือ “เติมข้าวไม่อั้น” (Unli-rice) โดยเฉพาะในร้านขายอาหารแบบจานเดี่ยว เช่น ข้าวไก่ย่าง หรือข้าวราดแกง โดยราคาจะเพิ่มขึ้นจากปกติเพียงแค่ 10 เปโซ (~7 บาท) ซึ่งเป็นที่นิยมมากสำหรับคนฟิลิปปินส์ พูดง่ายๆว่าถ้าสั่งข้าวโดยที่ไม่บอกว่าเอา single-rice ก็จะได้ unli-rice มาโดยปริยาย ส่วนตัวข้าว 1 portion ก็เยอะพออยู่แล้ว แต่คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่สั่ง unli-rice กันหมด และเติมข้าวกันคนละ 2-3 ครั้ง แล้วคนฟิลิปปินส์บริโภคข้าวเยอะกว่าคนไทยหรือป่าว ซึ่งก็น่าสนใจว่าจริงๆแล้ว Rice consumption per capita คนฟิลิปปินส์ต่ำกว่าคนไทยเสียอีก แต่เป็นวัฒนธรรมของคนที่นี่ที่ชอบกินแบบเติมได้ไม่อั้น และอีกอย่างหนึ่งคือ unli-rice เป็นตัวช่วยชีวิตของคนรายได้น้อย ใช้ unli-rice กินมื้อเดียวให้อยู่ไปทั้งวันได้ ส่วนตัวคิดว่าคนฟิลิปปินส์หนึ่งคนน่าจะกินข้าวมากกว่าคนไทย แต่ที่ Rice consumption per capita ออกมาน้อยเพราะว่าประชากรจำนวนมากไม่มีรายได้พอที่จะซื้อหาข้าวทานได้ โดยอาหารหลักอีกอย่างของคนที่นี่ก็คือขนมปัง ตามย่านชุมชนและสลัม จะมีร้านขายขนมปังราคาถูกอยู่ เริ่มต้นเพียงชิ้นละ 2 เปโซ…

ชีวิตที่รอยเลื่อน

วันนี้ได้รับข้อความฉุกเฉินจากทางการฟิลิปปินส์ ขอให้เตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว เพราะทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่บน”รอยเลื่อน” เมืองมะนิลาตั้งอยู่บนรอยเลื่อนเปลือกโลก รอยนี้ชื่อว่า “West Valley Fault” มีความยาว 129 กม. พาดผ่านใจกลางเมืองมะนิลา ผ่านย่านเศรษฐกิจ ย่านชุมชน และเป็นรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) คือมีโอกาสเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา ผลวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาพบว่ารอยเลื่อนนี้กำลังสะสมพลังงาน จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดถึง 7.2 แมกนิจูด และเนื่องจากชุมชนอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนมาก แผ่นดินไหวขนาดเล็กก็อาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้ ข้อความที่ได้รับเป็นข้อความจากศูนย์แจ้งเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ฟป. ขอให้เตรียมพร้อมรับมือภัยที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจาก ฟป. เกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ทั้งพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึนามิ และภูเขาไฟระเบิด จึงมีแผนเตรียมพร้อมรับมืออย่างสม่ำเสมอ (ช่วงเช้าก็เพิ่งได้รับข้อความเตือนภัยน้ำท่วม) (แผ่นดินไหวที่เกิดความเสียหายครั้งล่าสุดคือวันที่ 11 ก.ค. 2561 ที่เมือง Surigao ขนาด 5.1 แมกนิจูด) 18 July 2018 Source: วิวัฒน์ ประดับกุล

เราจะรักกันตลอดไป – เมื่อการหย่าร้างเป็นเรื่องผิดกฎหมายในฟิลิปปินส์

จะบอกว่าผิดกฎหมายซะทีเดียวก็คงไม่ใช่ แต่ว่า”ไม่มีบัญญัติ”ในกฎหมายของฟิลิปปินส์น่าจะถูกต้องมากกว่า ในฟิลิปปินส์ ทางเดียวที่จะเลิกใช้ชีวิตกับคู่สมรสได้คือการฟ้องศาลให้การสมรสนั้นเป็น”โมฆะ” ซึ่งเป็นการร้องว่ากระบวนการสมรสไม่ถูกต้อง เช่นถูกบังคับ ฉ้อโกง หรือเป็นคนวิกลจริต แต่เหตุที่เกิดหลังสมรสเช่นการนอกใจหรือทำร้ายร่างกายไม่สามารถใช้เป็นเหตุฟ้องศาลให้การสมรสเป็นโมฆะได้ และแน่นอนว่าการฟ้องศาลต้องมีหลักฐาน ต้องจ้างทนาย กระบวนการมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลานาน บางเคสอาจยาวนานถึง 10 ปี พูดง่ายๆว่าคนจนแทบไม่มีสิทธิหย่าได้เลย แม้แต่คนรวยยังคิดแล้วคิดอีก แล้วทำไมฟิลิปปินส์ถึงไม่ให้คนหย่ากัน? คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งตามความเชื่อของชาวคาทอลิก การแต่งงานถือเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน (Unity) หย่าร้างไม่ได้ (Indissolubility) ความเชื่อนี้ฝังรากลึกในสังคมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย มีความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายหย่าร้างในฟิลิปปินส์มายาวนาน และทุกครั้งจะต้องพบกับแรงต้านจากคริสตจักรคาทอลิกโดยตลอดซึ่งมีอิทธิพลมากในฟิลิปปินส์ ล่าสุด มี.ค. 2561 กฎหมายหย่าร้างผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องผ่านวุฒิสภา และ ปธน. ซึ่งมีท่าทีไม่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ก็ไม่ใช่การให้คู่สมรสที่ต้องการหย่าร้างไปจดทะเบียนหย่าได้ง่ายๆเหมือนทั่วไป แต่เป็นการเปิดให้คู่สมรสยื่นฟ้องให้ศาลสั่งให้หย่ากันได้จากเหตุต่างๆ เช่นการนอกใจ หรือการทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ปัจจุบัน นอกเหนือจากวาติกัน ฟิลิปปินส์เป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่อนุญาตให้คู่สมรสหย่าร้าง อ้างอิง https://www.philstar.com/…/legalizing-divorce-philippines-w… https://foreignpolicy.com/…/the-last-country-in-the-world-…/ วิวัฒน์ ประดับกุล 15-07-2561 13:37

ไม่ “ชอบ เงิน สด” – แนวคิดการใช้อีเพย์เม้นท์เพิ่มประสิทธิภาพการขาย

ไม่ “ชอบ เงิน สด” ร้านค้าส่วนใหญ่ ถ้าเลือกได้ก็คงอยากให้ลูกค้าจ่ายเป็นเงินสด ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ การจ่ายเงินสดก็น่าจะเท่ากับการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งสำหรับร้านค้าแล้ว ก็น่าจะดีกว่าจ่ายด้วยบัตรเครดิต (Credit/debit card) เพราะการรับบัตรเครดิตมีค่าธรรมเนียม ต้องรอเครียริ่งรอเงินเข้าบัญชีอีก2-5วัน คือเงินได้ช้าแถมยังได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบนี้ใครจะอยากรับ แต่บางครั้ง การรับเงินสดก็เป็นภาระและต้นทุน นึกภาพร้านขายของออนไลน์ ลูกค้าจะโอนเงินซื้อของ ก็มักจะติดต่อผู้ขายก่อนโอนเงิน และเมื่อโอนเสร็จก็ติดต่อแจ้งโอนเงิน ผู้ขายเช็คยอดเงิน และคอนเฟิรม์ลูกค้า จะเห็นว่ามีขั้นตอนใน process ของการขายเยอะ ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งสิ้น และถ้าลูกค้าจะโอนเงินแล้วคนขายตอบช้า ลูกค้าก็คงไม่พอใจ หมดอารมณ์จะซื้อหรืออาจไปซื้อร้านอื่นแทน จะเฝ้าจอคอยตอบตลอดก็เสียแรงเสียเวลา แต่ด้วยบัตรเครดิตและอีเพย์เม้นท์ (E-payment) ซึ่งมีระบบเช็คยอด แจ้งเตือน และคอนเฟิร์มออเดอร์อัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอน และทำให้ปิดการขายได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยที่ต้องนึกถึงถ้าจะเอาระบบบัตรเครดิตและอีเพย์เม้นท์มาใช้ เช่น รูปแบบธุรกิจ รูปแบบของสินค้า การบริหารสต็อก เงินทุน กลุ่มลูกค้า และสำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์ เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณต้องการอะไร จะได้มาอย่างไร และพร้อมจะลงทุนอะไร ขอยกตัวอย่างจากตัวเอง ทำธุรกิจเล็กๆ ให้เช่าซอฟท์แวร์…

ถุงกระดาษ vs ถุงพลาสติก

มาอยู่ในเมืองที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก มีแต่ถุงกระดาษเต็มไปหมด ทำให้ถุงกระดาษเริ่มเต็มห้อง จึงเกิดคำถามว่า ถุงกระดาษดีกว่าถุงพลาสติกจริงหรือไม่? ช่วงนี้อาจจะได้ยินตามสื่อบ่อยๆ เรื่องรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งโดยส่วยตัวเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่คำถามที่ตามมาคือ ถ้าไม่ใช้ถุงพลาสติกแล้วจะใช้อะไร? ถุงกระดาษอาจจะเป็นหนึ่งในคำตอบนั้น เพราะมองว่าเป็นมิตรกับธรรมชาติมากกว่า เพราะย่อยสลายตามธรรมชาติได้เร็ว ซึ่งถุงกระดาษคงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นการเจอกันครึ่งทางระหว่างถุงพลาสติกกับ”ไม่ใส่ถุง”มากกว่า เพราะกระดาษผลิตมาจากเยื่อไม้ ซึ่งการตัดต้นไม้คงไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติเท่าไหร่ รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน การหยิบจับ ความทนต่อความชื้น ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ etc. รวมไปถึงอาจมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าถุงพลาสติก แต่ถ้าลองบวกลบคูณหารปัจจัยค่า Externality อื่นๆเช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะที่เกิดจากถุงพลาสติก ค่าความเสียหายที่เกิดจากถุงพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม รวมแล้ว ใช้ถุงกระดาษก็อาจจะดีกว่าถุงพลาสติก อย่างไรก็ตาม ดีที่สุดคือ”ไม่ใส่ถุง” หรือไม่ก็ “ยืดอก พกถุง” 26 June 2018 at 07:21

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับจุดเริ่มต้นของสังคมไร้เงินสด(Cashless society)ในประเทศไทย

ข้อเสนอแนะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในบริการภาครัฐ เรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับจุดเริ่มต้นของสังคมไร้เงินสด(Cashless society)ในประเทศไทย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรผู้มีรายได้น้อย)ได้เปิดให้ใช้งานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเสียงวิภาควิจารณ์อย่างมากมายทั้งด้านดีและไม่ดี อย่างไรก็ตาม ผมเองขอมองอีกด้านหนึ่งของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมไร้เงินสด(Cashless society)ในประเทศไทยก็เป็นไปได้ สังคมไร้เงินสดคืออะไร ขอกล่าวสั้นๆว่า สังคมไร้เงินสดคือสังคมที่ใช้การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แทนการใช้เงินสด เช่นการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต การโอนเงิน ระบบ QR code และ e-wallet เป็นต้น ขออภัย ไม่รับเงินสด นโยบายนี้สร้างสังคมไร้เงินสดอย่างไร 1. ทำให้ผู้มีรายได้น้อยหรือคนระดับรากหญ้าคุ้นเคยกับการใช้บัตรแทนเงินสด ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่ามีผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลรายได้น้อยประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของคนไทยทั้งประเทศ การใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการฯของคนกลุ่มนี้จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนะคติ สร้างความคุ้นเคยให้เกิดการยอมรับในระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้เกิดกับผู้ถือบัตรเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวหรือบุคคลรอบข้างด้วย 2. ทำให้เกิดร้านค้าขนาดเล็กที่รับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ ปกติร้านค้าที่รับชำระผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเป็นร้านค้าตามห้าง ร้านในย่านการค้า ร้านขนาดใหญ่ หรือร้านแฟรนไซส์เท่านั้น แต่นโยบายนี้จะทำให้เราเห็นร้านขายของขนาดเล็กตามชุมชนหันมารับชำระผ่านบัตรฯมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแน่นอนว่าบรรดาผู้ค้าทุกคนก็ต้องการให้ลูกค้ามาซื้อของที่ร้านของตัวเอง การที่ไม่สมัครเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐเพื่อติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการฯ ก็เหมือนการปิดประตูร้านตัวเองใส่หน้าลูกค้าจำนวนมากที่มีเงินพร้อมจะจ่าย ซึ่งจะทำให้ผู้ค้าเกิดความเคยชินกับระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีแนวโน้มว่าจะรับชำระเงินผ่านระบบอื่นๆในอนาคต เช่นบัตรเครดิต QR code…

การประยุกต์ใช้ Barcode และ OCR สำหรับเอกสารทางราชการ

ข้อเสนอแนะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในบริการภาครัฐ เรื่อง การประยุกต์ใช้ Barcode และ OCR สำหรับเอกสารทางราชการ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปศึกษางานที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังน้ำท่วมพอดี พื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางการเกษตร เกษตรกรจำนวนมากจึงลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งเอกสารลงทะเบียนก็ประกอบไปด้วยแบบฟอร์มขอรับความช่วยเหลือฯ สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาหน้าบุ๊คแบงค์ งานของเจ้าหน้าที่คือการคีย์เลขประจำตัว13หลัก และเลขบัญชีธนาคารของเกษตรกรเข้าระบบ แต่เพราะจำนวนผู้ขอรับการช่วยเหลือมีจำนวนมาก เอกสารวางเป็นตั้งๆอยู่เต็มห้อง เจ้าหน้าที่ต้องหยิบเอกสารมาคีย์ตัวเลขทีละตัวเข้าระบบ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความถึกอย่างมาก และยังมีโอกาสผิดพลาดอีกด้วย ที่สำนักงานใช้คน4ช่วยกันกรอกยังใช้เวลาเป็นสัปดาห์ และทราบมาว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีส่วนที่เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอช่วยคีย์อยู่ด้วย ผมจึงได้เกิดความคิดว่าถ้าเราใช้ระบบ Barcode หรือระบบจดจำตัวอักษรจากภาพ (OCR) ก็จะช่วยให้การทำงานลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก (OCR : optical character recognition คือเทคนิคการแกะตัวอักษรจากภาพ เช่นภาพถ่ายทะเบียนรถ ระบบจะสามารถรู้ได้ว่าในป้ายทะเบียนนั้นมีตัวอักษรอะไรบ้าง) ระบบ Barcode และ OCR มีข้อดีอย่างไร ค่าใช้จ่ายน้อย Barcode สามารถพิมพ์ลงบนเอกสารใดก็ได้ ซึ่งอาจพิมพ์ลงบนบัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือหน้าสมุดบัญชีธนาคาร โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องพิมพ์พิเศษใดๆ อุปกรณ์สำหรับอ่านก็มีราคาถูก สามารถใช้กล้องเว็บแคมที่ติดมากับคอมพิวเตอร์หรือที่หาได้ทั่วไปตามท้องตลาดมาเป็นอุปกรณ์สำหรับอ่านได้ ส่วนOCRก็สามารถอ่านตัวอักษรที่พิมพ์อยู่บนเอกสารนั้นได้ทันที สามารถอ่านข้อมูลจากสำเนาเอกสารได้ ไม่ต้องใช้ตัวจริง…