กฎหมายคุมกำเนิดที่ถูกคุมกำเนิด

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะอัตราการเกิดต่ำลงจนน่าเป็นห่วง ซึ่งตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ รัฐบาล ฟป. พยายามควบคุมอัตราการเพิ่มประชากร เป็นส่วนหนึ่งของการปัญหาความยากจน แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งขาดโอกาสเข้าถึงบริการการแพทย์ และยังถูกต่อต้านจากคริสตจักรคาทอลิก ที่ไม่สนับสนุนให้คุมกำเนิดโดยใช้ยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิดต่าง ๆ เนื่องจากขัดหลักความเชื่อทางศาสนา (ให้ใช้วิธีนับรอบประจำเดือนเท่านั้น) กฎหมาย Reproductive Health Law ให้บริการคุมกำเนิดฟรี ซึ่งคริสตจักรคาทอลิกไม่เห็นด้วยจึงฟ้องศาล และศาลตัดสินให้กฎหมายดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” กระทรวงสาธารณะสุขถูกตัดงบประมาณในโครงการเกี่ยวกับการคุมกำเนิด ศาลสั่งห้ามกระทรวงสาธารณะสุขนำเข้ายาคุมแบบฝัง และอีกหลายอุปสรรค เรียกได้ว่ากฎหมายคุมกำเนิดถูกคุมกำเนิดเสียเอง จนกระทั่งปธน.DU30 ออกคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order No. 12, 2017) สั่งให้นำแผนของ Reproductive Health Law มาดำเนินการ จริงๆการมีประชากรรุ่นใหม่มากถือเป็นโอกาสของประเทศ แต่สำหรับฟิลิปปินส์นั้นปัญหาคือมีประชากรที่รายได้น้อยมากเกินไป และคนกลุ่มนี้มีอัตราการเพิ่มประชากรสูงที่สุด และยังมีปัญหาขาดแคลนอาหารจนต้องนำเข้าอีกด้วย Source: วิวัฒน์ ประดับกุล 23 August at 09:17

Unli-rice ข้าวไม่อั้น

ร้านอาหารที่ฟิลิปปินส์มักมีโปรโมชั่นอย่างหนึ่งคือ “เติมข้าวไม่อั้น” (Unli-rice) โดยเฉพาะในร้านขายอาหารแบบจานเดี่ยว เช่น ข้าวไก่ย่าง หรือข้าวราดแกง โดยราคาจะเพิ่มขึ้นจากปกติเพียงแค่ 10 เปโซ (~7 บาท) ซึ่งเป็นที่นิยมมากสำหรับคนฟิลิปปินส์ พูดง่ายๆว่าถ้าสั่งข้าวโดยที่ไม่บอกว่าเอา single-rice ก็จะได้ unli-rice มาโดยปริยาย ส่วนตัวข้าว 1 portion ก็เยอะพออยู่แล้ว แต่คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่สั่ง unli-rice กันหมด และเติมข้าวกันคนละ 2-3 ครั้ง แล้วคนฟิลิปปินส์บริโภคข้าวเยอะกว่าคนไทยหรือป่าว ซึ่งก็น่าสนใจว่าจริงๆแล้ว Rice consumption per capita คนฟิลิปปินส์ต่ำกว่าคนไทยเสียอีก แต่เป็นวัฒนธรรมของคนที่นี่ที่ชอบกินแบบเติมได้ไม่อั้น และอีกอย่างหนึ่งคือ unli-rice เป็นตัวช่วยชีวิตของคนรายได้น้อย ใช้ unli-rice กินมื้อเดียวให้อยู่ไปทั้งวันได้ ส่วนตัวคิดว่าคนฟิลิปปินส์หนึ่งคนน่าจะกินข้าวมากกว่าคนไทย แต่ที่ Rice consumption per capita ออกมาน้อยเพราะว่าประชากรจำนวนมากไม่มีรายได้พอที่จะซื้อหาข้าวทานได้ โดยอาหารหลักอีกอย่างของคนที่นี่ก็คือขนมปัง ตามย่านชุมชนและสลัม จะมีร้านขายขนมปังราคาถูกอยู่ เริ่มต้นเพียงชิ้นละ 2 เปโซ…

ชีวิตที่รอยเลื่อน

วันนี้ได้รับข้อความฉุกเฉินจากทางการฟิลิปปินส์ ขอให้เตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว เพราะทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่บน”รอยเลื่อน” เมืองมะนิลาตั้งอยู่บนรอยเลื่อนเปลือกโลก รอยนี้ชื่อว่า “West Valley Fault” มีความยาว 129 กม. พาดผ่านใจกลางเมืองมะนิลา ผ่านย่านเศรษฐกิจ ย่านชุมชน และเป็นรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) คือมีโอกาสเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา ผลวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาพบว่ารอยเลื่อนนี้กำลังสะสมพลังงาน จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดถึง 7.2 แมกนิจูด และเนื่องจากชุมชนอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนมาก แผ่นดินไหวขนาดเล็กก็อาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้ ข้อความที่ได้รับเป็นข้อความจากศูนย์แจ้งเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ฟป. ขอให้เตรียมพร้อมรับมือภัยที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจาก ฟป. เกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ทั้งพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึนามิ และภูเขาไฟระเบิด จึงมีแผนเตรียมพร้อมรับมืออย่างสม่ำเสมอ (ช่วงเช้าก็เพิ่งได้รับข้อความเตือนภัยน้ำท่วม) (แผ่นดินไหวที่เกิดความเสียหายครั้งล่าสุดคือวันที่ 11 ก.ค. 2561 ที่เมือง Surigao ขนาด 5.1 แมกนิจูด) 18 July 2018 Source: วิวัฒน์ ประดับกุล

เราจะรักกันตลอดไป – เมื่อการหย่าร้างเป็นเรื่องผิดกฎหมายในฟิลิปปินส์

จะบอกว่าผิดกฎหมายซะทีเดียวก็คงไม่ใช่ แต่ว่า”ไม่มีบัญญัติ”ในกฎหมายของฟิลิปปินส์น่าจะถูกต้องมากกว่า ในฟิลิปปินส์ ทางเดียวที่จะเลิกใช้ชีวิตกับคู่สมรสได้คือการฟ้องศาลให้การสมรสนั้นเป็น”โมฆะ” ซึ่งเป็นการร้องว่ากระบวนการสมรสไม่ถูกต้อง เช่นถูกบังคับ ฉ้อโกง หรือเป็นคนวิกลจริต แต่เหตุที่เกิดหลังสมรสเช่นการนอกใจหรือทำร้ายร่างกายไม่สามารถใช้เป็นเหตุฟ้องศาลให้การสมรสเป็นโมฆะได้ และแน่นอนว่าการฟ้องศาลต้องมีหลักฐาน ต้องจ้างทนาย กระบวนการมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้เวลานาน บางเคสอาจยาวนานถึง 10 ปี พูดง่ายๆว่าคนจนแทบไม่มีสิทธิหย่าได้เลย แม้แต่คนรวยยังคิดแล้วคิดอีก แล้วทำไมฟิลิปปินส์ถึงไม่ให้คนหย่ากัน? คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งตามความเชื่อของชาวคาทอลิก การแต่งงานถือเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน (Unity) หย่าร้างไม่ได้ (Indissolubility) ความเชื่อนี้ฝังรากลึกในสังคมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย มีความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายหย่าร้างในฟิลิปปินส์มายาวนาน และทุกครั้งจะต้องพบกับแรงต้านจากคริสตจักรคาทอลิกโดยตลอดซึ่งมีอิทธิพลมากในฟิลิปปินส์ ล่าสุด มี.ค. 2561 กฎหมายหย่าร้างผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องผ่านวุฒิสภา และ ปธน. ซึ่งมีท่าทีไม่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ก็ไม่ใช่การให้คู่สมรสที่ต้องการหย่าร้างไปจดทะเบียนหย่าได้ง่ายๆเหมือนทั่วไป แต่เป็นการเปิดให้คู่สมรสยื่นฟ้องให้ศาลสั่งให้หย่ากันได้จากเหตุต่างๆ เช่นการนอกใจ หรือการทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ปัจจุบัน นอกเหนือจากวาติกัน ฟิลิปปินส์เป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่อนุญาตให้คู่สมรสหย่าร้าง อ้างอิง https://www.philstar.com/…/legalizing-divorce-philippines-w… https://foreignpolicy.com/…/the-last-country-in-the-world-…/ วิวัฒน์ ประดับกุล 15-07-2561 13:37

ถุงกระดาษ vs ถุงพลาสติก

มาอยู่ในเมืองที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก มีแต่ถุงกระดาษเต็มไปหมด ทำให้ถุงกระดาษเริ่มเต็มห้อง จึงเกิดคำถามว่า ถุงกระดาษดีกว่าถุงพลาสติกจริงหรือไม่? ช่วงนี้อาจจะได้ยินตามสื่อบ่อยๆ เรื่องรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งโดยส่วยตัวเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่คำถามที่ตามมาคือ ถ้าไม่ใช้ถุงพลาสติกแล้วจะใช้อะไร? ถุงกระดาษอาจจะเป็นหนึ่งในคำตอบนั้น เพราะมองว่าเป็นมิตรกับธรรมชาติมากกว่า เพราะย่อยสลายตามธรรมชาติได้เร็ว ซึ่งถุงกระดาษคงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นการเจอกันครึ่งทางระหว่างถุงพลาสติกกับ”ไม่ใส่ถุง”มากกว่า เพราะกระดาษผลิตมาจากเยื่อไม้ ซึ่งการตัดต้นไม้คงไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติเท่าไหร่ รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน การหยิบจับ ความทนต่อความชื้น ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ etc. รวมไปถึงอาจมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าถุงพลาสติก แต่ถ้าลองบวกลบคูณหารปัจจัยค่า Externality อื่นๆเช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะที่เกิดจากถุงพลาสติก ค่าความเสียหายที่เกิดจากถุงพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม รวมแล้ว ใช้ถุงกระดาษก็อาจจะดีกว่าถุงพลาสติก อย่างไรก็ตาม ดีที่สุดคือ”ไม่ใส่ถุง” หรือไม่ก็ “ยืดอก พกถุง” 26 June 2018 at 07:21